แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิสระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิสระ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

๔๙.ตะลุย....แดนอีสาน

ช่วงที่ห่างหายจากการอัพบล็อกไปนี้... ช่วงนึงผมและเพื่อนๆ ได้รับมอบหมายไปจัดอบรมที่อีสาน ๓ จังหวัด อุดรธานี,ร้อยเอ็ดและอุบลราชธานีตามที่เคยพูดถึงในเอ็นทรี่ย์ก่อนไปบ้างแล้ว โดยไปเที่ยวนี้ ในทุกจังหวัดจะต้องอยู่จัดอบรมจังหวัดละ ๒ อบรม อบรม แยกเป็นการอบรมแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ ให้คนพิการและครอบครัว ๓ วัน และอบรมผู้ช่วยคนพิการ ๒ วัน

ระหว่างเดินทางไปก็มีเหตุการณ์ตื่นเต้นเล็กน้อย คือ ยางแตก

มาจัดที่อุดรฯเป็นจังหวัดแรก เริ่มที่การอบรมผู้ช่วยคนพิการ ๒ วัน

ประธานในพิธีเปิด หัวหน้าสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(ชื่อยาวมาก พวกเราจะเรียกสั้นๆ ว่า พมจ.) จ.อุดรฯ เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิด

ประธานกล่าวเปิดการอบรม

การอบรมผู้ช่วยคนพิการมีทั้งทฤษฎี และภาคปฏิบัติ

วิธียกคนพิการรุนแรง ขึ้นลงรถยนต์ วิธีนี้เคยสอนหมอและพยาบาล(เป็นสามีภรรยากัน ที่มีน้องพิการ)มาแล้ว หมอบอกว่า "ผมเป็นหมอมาตั้งนานยังยกกันทุลักทุเลมาตั้งนาน"

วันที่ ๓-๕ ของการอบรมแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ ให้กับคนพิการและครอบครัว

คนที่กำลังพูดอยู่เป็นคนพิการ ๑ ในหลายคน ที่เพิ่งออกจากบ้านครั้งแรกในรอบหลายปี(ตั้งแต่พิการ) ก่อนหน้านี้ ใครมาชวนก็ไม่เคยออกมา แต่คณะทำงาน(คนพิการ)ของเราเข้าไปแค่ครั้งเดียว ยอมตามออกมาเลย นี่เป็นผลของเครื่องมือหนึ่ง ที่ได้ผลในสร้างความมั่นใจให้เกิดกับคนพิการที่ยังไม่ยอมรับตัวเอง ให้เปิดใจได้อย่างรวดเร็ว เราเรียกว่า "คนพิการต้นแบบ"(role model)

ช่วงที่เสร็จสิ้นภารกิจจากอุดร กำลังจะไปร้อยเอ็ด (ช่วงวันอาทิตย์)แวะไปจัดกลุ่มสนับสนุนคนพิการที่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่น และได้ลองชิมอาหารสไตล์พื้นบ้านภู่ไทแท้ๆ เลย

เช้าวันต่อมา "วัด" เป็นสถานที่รวมตัวกันของคนพิการและครอบครัว และชาวบ้าน จาก๓ ตำบล ใน อำเภอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวภู่ไท มีสาวน้อยแสดงรำภู่ไทต้อนรับด้วย

คนพิการและครอบครัวที่มารวมตัวกันในวันนั้น

หัวหน้าส่วนกายภาพบำบัดของ รพ.กุฉินารายณ์ ที่เคยได้ยินงานเรามาก่อน ได้รู้ข่าวจึงเดินทางมาพบปะพูดคุยอย่างสนใจ แม้เป็นวันอาทิตย์

จังหวัดต่อไป...ที่เราต้องไปจัดอบรมคือร้อยเอ็ด

เหมือนที่อื่นๆ ที่เคยไป เราชวนคนพิการหน้าใหม่ๆ ออกจากบ้านเป็นครั้งแรกได้อีก โดยคนนี้(เสื้อสีน้ำเงิน) เป็นอดีตทหารเก่า รับไม่ได้ที่ต้องมาพิการจากอุบัติเหตุ ไปคุยตอนแรกคิดแต่เรื่องจะลาโลกท่าเดียว

โรงแรมที่ร้อยเอ็ดนี่มีบางมื้อมีนักร้องมาขับกล่อมด้วย (แหม...ดีจัง)

เย็นวันหนึ่งในช่วงอบรม ระหว่างทางไปทานหมูกระทะ เจอป้ายนี้ที่ข้างร้านหมูกระทะกลางตัวเมือง เลยถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก(ส่วนจะเขียนว่าอะไร ลองอ่านดูครับ)

"ร้านหมูกระทะริมบึง" เขาบอว่าเป็นร้านหมูกระทะที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน

ส่วนใหญ่การอบรมที่เราจัด มักจะเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ ให้ผู้เข้าอบรมทุกคนได้มีส่วนร่วม ได้แสดงความรู้สึก ความคิดเห็น

เขียนไป เขียนมา ยาวมากแล้ว เพิ่งได้ ๒ จังหวัดซึ่งอยู่ในทริปที่ ๑ ของการอบรมเอง ซึ่งใช้เวลาอบรม ๒ สัปดาห์พอดี

ที่ต้องแบ่งเป็น ๒ ทริปใน ๓ จังหวัด เพราะกลัวว่าทีมงานเรา ซึ่งเป็นคนพิการรุนแรงเกือบทั้งหมด ทำทุกอย่างกันเองตั้งแต่ประสานงานเตรียมการอบรม บรรยาย ดำเนินการอบรม เลยหวั่นใจอยู่ลึกๆ กลัวจะไม่ไหว แม้กระทั่งตัวเอง ก่อนไปก็กังวลมาก เพราะไม่เคยห่างบ้านเป็นเวลาถึง ๒ อาทิตย์มาหลายปีเต็มที

แอบกังวลไปหมด กลัวนั่งนานๆ ทุกวัน ร่างกายจะรับไหวไหม, เนื้อหาและวิธีการจัดอบรมเหมาะสมหรือเปล่า, กลัวไม่ได้ผู้เข้าอบรมกลุ่มเป้าหมาย และจำนวนที่ต้องการ, ห่วงงานจะไม่บรรลุผลตามเป้า, ห่วงบ้าน ห่วงพ่อแม่ ฯลฯ

แต่สุดท้าย...ทุกอย่างที่กังวลก็ผ่านพ้นมาได้ เจอปัญหาก็ช่วยกันแก้ไข จนเสร็จสิ้น ได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจทีเดียว

ชมรมรักษ์ภาษาไทย


วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551

๓๒. กิจกรรม อบรมจริยธรรม เรียนรู้ชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปทำกิจกรรมที่ จ.เชียงใหม่ โดย ศูนย์ ไอแอล ชลบุรี ไปร่วมโครงการอบรมจริยธรรม"เรียนรู้ชีวิต" ครั้งที่ ๔ ซึ่งจัดโดย มหาวิยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สมาคมคนพิการทุกประเภท จ.นครปฐม ในวันที่ ๒๙-๓๑ สิงหาคม
เนื่องจาก การไปทำงานครั้งนี้......ผมได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวด้วย จึงมีรูปค่อนข้างเยอะ จะแบ่งลงในหลายเอ็นทรี่ย์ ซึ่งเริ่มเอ็นทรี่ย์แรก ด้วยภาพจากบริเวณ อ่างแก้ว ซึ่งอยู่ใกล้ ศาลาอ่างแก้ว (สถานที่จัดกิจกรรม) ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กันก่อนครับ


อากาศยามเช้าสดชื่น...

บรรยากาศดีจริงๆ ครับ

ทิวทัศน์ก็สวย

ผู้คน นักศึกษามาเที่ยวกัน

ตอน แรก...ว่าจะไม่ขึ้นไปแอ่วแล้วเชียว เพราะคนอื่นที่ขึ้นไป ตอนกลางวัน บอกว่าไม่มีอะไรหรอก อ่างเก็บน้ำน่ะ ยังดีนะ ที่พอมีเวลาแว๊บไปดูตอนเช้า

ฝรั่งก็มาเที่ยวครับ

ขออีกสักรูปก่อนลงมาที่ศาลาอ่างแก้ว

ส่วน ช่วงเวลา ๙-๑๗.๓๐น. พวกเราได้เข้าไปร่วมทำกิจกรรมตั้งแต่วันที่ ๒๘ ซึ่งในวันแรก จะเป็นการประชุม เพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน ระหว่างคณะทำงาน อาจารย์ นักศึกษา และน้องๆ อาสาสมัคร จากสาธิต มช.
รูปการทำกิจกรรมของทั้ง ๒ วัน

น้องนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ จากคณะ เทคนิคการแพทย์ นิติศาสตร์ วิจิตรศิลป์

ขณะทำกิจกรรม การให้คำปรึกษาฉันเพื่อน กับนักศึกษา

ส่วนรูปกิจกรรมเพิ่มเติม ต้องขอบคุณ บลอกเกอร์komyos (พี่น้อย) ที่เก็บรูปไว้ และบรรยายไว้อย่างค่อนข้างครบถ้วนด้วยครับ
รูปรถคู่ใจของเพื่อนๆ และน้องๆ คนพิการจาวเหนือเจ้า เป็นการดัดแปลงรถมอเตอร์ไซค์ ที่มักจะทำกันแถวเชียงใหม่

พวกเราขอผลัดกันไปเต๊ะท่า ถ่ายรูป เพราะไม่เคยเห็นมาก่อนครับ (แหม..ดูจากหุ่นพี่องอาจแล้ว เป็นห่วงโช้คอัพ รถน้องเขาจริงๆ)

ขอเท่ด้วยคนเน้อ แฮนด์รถอยู่ด้านนี้ เห็นครั้งแรก เลยรู้สึกแปลกๆ (เอ๊ะ ว่าแต่เขา ตอนเราขึ้นไป รถก็ยุบฮวบไปเหมือนกันแฮะ)

น้องเอก แห่งรายการ คนค้นคน ซึ่งมาเป็นวิทยากรสอนการวาดรูปแก่คนพิการ ช่วงวันที่ ๑-๓ ก.ย.

ภาพ ตอนค่ำ วันเสาร์ ที่ถนนคนเดิน ที่ถนนวัวลายครับ พี่มนตรีมาเกาะผมไปด้วย แถมบอกว่า..บางทีคนพิการรุนแรงก็เป็นที่พึ่งของคนพิการน้อยกว่าได้นะ

ถนนคนเดิน แต่นั่งรถเข็นไปก็ไม่เห็นมีใครว่าอะ เอ... ที่เขามอง เราเกาะกันไปแบบนี้ เขาจะว่าเราเป็นเกย์กันป่าวอะ

คนเยอะมาก....

เด็กกลุ่มนี้มาเต้น เปิดการแสดงทั้ง ๒ วัน ๒ ถนนเลย คนผ่านไปมา ให้ความสนใจพอสมควร

เด็กกลุ่มนี้ เอาแมลงชนิดหนึ่งมาเล่นกัน

แมลงด้วงกว่างนี้เอง เดี๋ยวนี้หาดูยากนะครับ

ตอน ต่อไป...จะนำภาพที่ถนนคนเดินที่ประตูท่าแพ อีกทั้งกิจกรรมการอบรม การให้คำปรึกษาฉันเพื่อน ที่โรงแรมแฟมิลี่ ใน วันที่ ๑-๒ ก.ย.มาให้ชมครับ ที่สำคัญมี รูปของ ช่วงช่วงกับหลินหุ้ยแถมด้วยครับ

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2551

๓๐.กำลังใจ...ถ่ายทอดกันได้(เชื่อผมสิ)

เคยมีสักครั้งไหมในชีวิต ที่ คุณรู้สึกว่า.....คุณกำลังจมอยู่ในทะเลแห่งความทุกข์ มีความยากลำบากในการใช้ชีวิตเหลือเกิน ทำไมปัญหามากมาย ถึงได้รุมเร้า เข้ามาที่เราแค่ "คนเดียว"

จนทำให้ คิดไปว่า...คงไม่มีใครในโลกอีกแล้วที่จะทุกข์ยาก มากไปกว่า"เรา"

ผมว่า...คนพิการเกือบทุกคน คงเคยเกิดความรู้สึกแบบนี้มาบ้าง ไม่มากก็น้อย

เมื่อ ก่อน ก็เคยคิดแบบนี้เช่นกัน ชีวิตช่วงนั้น ยังไม่ได้ออกมาสู่สังคม ทุกๆวัน จะมีชีวิต ซ้ำซาก จำเจ อยู่กับ ทีวี วิทยุ คอมพิวเตอร์ อยู่แต่ในบ้าน ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ พูดคุยก็แค่กับคนในบ้าน

แต่หลังจากที่ได้ตัดสินใจออกมาสู่ในโลกภายนอก พบเจอคนในสังคม มากมาย หลากหลาย

ช่วงแรกๆ เวลาไปงาน ได้พบกับคน(ทั้งพิการ และไม่พิการ) เยอะๆ ผมมักจะได้ยินคำพูดประเภทที่ว่า "ผมว่าผมแย่(ลำบาก)แล้วนะ แต่พอมาพบคุณ ทำให้รู้สึกว่า ชีวิตผม ธรรมดาไปเลย"

หรือ "เป็นคนพิการหนักๆแบบคุณยังสู้เลย ทำไมพวกมือ เท้าดีๆ กลับมานั่งท้อแท้ หมดหวังกับปัญหาเล็กๆ เช่นอกหัก รักคุด ตุ๊ดเมินนะ"

ทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดทำนองนี้ มันเป็นเสมือน น้ำทิพย์ชโลมใจ ให้ความรู้สึกท้อแท้เหนื่อยหน่าย กับการใช้ชีวิต ที่มีอยู่เนืองๆ โดนล้างออกไปแทบจะทันที

ความปิติที่ได้รับจากคำพูดเหล่านั้น ทำให้รู้สึกว่า ทุกชีวิตในโลกมีคุณค่า และเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน ถึงจะเป็นคนพิการ แต่ก็ยังมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่นกัน

เมื่อวันที่ ๓๑ ก.ค. ที่ผ่านมา เป็นวันเกิดครบรอบ อายุ ๒๑ ปีของเบน นอกจากได้ไปร่วมงานวันเกิดเล็กๆ ของเบนที่เลิดสินแล้ว เลยชวนเพื่อนๆ มาช่วยดูปัญหารถไฟฟ้าของเบนด้วย

นั่งรถไฟฟ้าโชว์ซะหน่อย

เค้กที่พี่เจี๊ยบ พี่พยาบาลที่แสนใจดีเตรียมไว้ให้

ส่วนตอนบ่าย เนื่องจากได้ทราบข่าวจากคณะทำงาน IL กรุงเทพฯ มาว่า มีคนที่เป็นอัมพาต ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน กับครอบครัวได้

พวกเราจึงสนใจ และอยากเข้าไปพบ โดยจุดประสงค์หลัก ในการเข้าพบ "พี่เอ๋"ก็คือ เพื่อเรียนรู้ ข้อมูล การใช้ชีวิต และอุปกรณ์ต่างๆ ที่คนพิการระดับรุนแรงกลุ่มที่ไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ และต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจ ในการดำรงชีวิต เพื่อจะนำมาปรับใช้กับ เบน

พี่เอ๋ เป็นคนพิการอัมพาตไขสันหลัง ระดับ C3 (ถ้าจำได้ ในบทก่อนๆ เบนระดับ C2ครับ) เป็นอัมพาตทั้งตัว พอขยับไหล่ได้บ้าง (เบนขยับไหล่ไม่ได้เลย) ไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา มีผู้ช่วยเหลือส่วนตัว ๒ คน

พี่เอ๋ น่ารัก คุยเก่ง อัธยาศัยดี ยินดีให้ความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับพวกเราในทุกด้าน

ข้อมูลหลายอย่าง เป็นข้อมูลที่พวกเราที่ทำงานด้านคนพิการมาหลายปี แทบไม่เคยรับรู้มา

ก่อนเลย โดยเฉพาะ "กายอุปกรณ์" ที่จำเป็นสำหรับคนพิการกลุ่มนี้

กายอุปกรณ์ที่ต้องมีข้างกายตลอดเวลา
เช่น
เครื่องช่วยหายใจแบบใช้ไฟฟ้า (เพิ่งรู้ว่า รุ่นที่ไม่แพงมากก็พอมี)
เครื่องช่วยหายใจ(แบบใช้มือปั๊ม เผื่อฉุกเฉิน)
เครื่องดูดเสมหะ(คนพิการระดับนี้ ไม่สามารถขับเสมหะเองได้)
ที่นอนลม(ป้องกันแผลกดทับ)

อุปกรณ์ที่ต้องถูกฝังอยู่ภายในร่างกายตลอดเวลา (อันนี้ตามคำแนะนำของแพทย์)
เครื่องกระตุ้นกระบังลม ที่บอกว่าอยู่ในร่างกาย ก็เพราะว่า เจ้าเครื่องตัวนี้ ต้องฝังไว้ที่หน้าอก

เพื่อที่จะกระตุ้นกระบังลมให้สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ช่วงเวลาหนึ่ง (๒-๓ ชั่วโมง)

เวลาจะใช้ ต้องเอารีโมท มาวางนาบบนหน้าอก แล้วเปิด หรือปิด

พี่เอ๋บอกว่า เคยไปข้างนอกบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก ทานข้าวนอกบ้าน หาหมอ หรือแม้แต่เคยไปเที่ยวบางแสนมา ๒ คืน ก็ไปมาแล้ว แต่ปัญหาความไม่สะดวกส่วนหนึ่ง มาจากเครื่องช่วยหายใจ ที่ต้องใช้ไฟฟ้า หรือพลังงานจากแบตตารี่ตลอดเวลา ขนาดเวลาอยู่บ้าน สิ่งที่พี่เอ๋บอกว่า กลัวมากๆ ก็คือ "ไฟดับ"

วันนั้น นอกจากจะได้ข้อมูลมากมาย เพื่อจะนำมาปรับใช้กับกรณีศึกษา อย่าง เบน แล้ว

ยังเป็นอีกครั้งหนึ่ง(ในหลายๆครั้ง ที่พบคนพิการคนอื่นๆ) ที่ผมได้เข้าใจความรู้สึกที่คนอื่นๆ เคยพูดกับผม
"ผมว่า..ผมลำบากแล้วนะ แต่พอมาพูดคุยกับพี่ ทำให้รู้สึกว่า ชีวิตผม ไม่เท่าไหร่อะ" ผมพูดกับพี่เอ๋ หลังจากได้คุยกัน

สุดท้าย..อยากฝากถึงคนพิการที่ยังเก็บตัว ใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน แยกตัวเองออกจากสังคม ลองทลายกำแพงที่สร้างขึ้น เพื่อปิดกั้นตัวเองออกมานะครับ คนไทยมีน้ำใจ น่ารัก และที่สำคัญท้องฟ้า ทะเล โลกภายนอกสดใสกว่าในทีวีเยอะครับ

เพลง หนึ่งในหลายของ อังศณา ช้างเศวต เป็นเพลงที่ผมชอบมากเพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่มีความหมายดีมาก เพลงเก่าหน่อยแล้ว ลองฟังดูนะครับ




หนึ่งในหลาย - อังศนา -

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

๒๘.ซูเปอร์แมน(เบน).......มาแล้ว

วันนี้มีความคืบหน้า เรื่องราวของ "เบน" (คนพิการรุนแรงที่รพ.เลิดสิน) มา อัพเดท ครับ
ตั้งแต่ผมและ ศูนย์ IL ชลบุรี ได้รับการติดต่อ ให้ไปประสานงานในเรื่องของเบน เพื่อที่จะหาทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขา ที่ผ่านมา ่ก็ทำไปด้วยความไม่มั่นใจเลยว่า จะทำอะไรได้ ขนาดไหน
เนื่องจาก เบนเป็นคนที่มีระดับความพิการสูงมาก จนในประเทศไทย แทบไม่มีใครมีความเข้าใจ ถึงคนพิการระดับนี้ อีกทั้ง อุปกรณ์ และปัจจัยต่างๆ ที่เบนจำเป็นต้องใช้ เพื่อที่จะ ดำรงชีวิตอิสระในสังคมนั้น มีราคาสูงมาก
จนไม่นานมานี้ ได้รับทราบข่าวว่า เบนกำลังจะได้รับรถเข็นไฟฟ้า พร้อมเครื่องช่วยหายใจแบบพกพาได้ จากคุณโชจิ นากานิชิ ผู้นำคนพิการชาวญี่ปุ่น
ตอนนั้น รู้สึกดีใจมาก แม้จะมีเสียงทักท้วงมาบ้างว่า...อย่าเพิ่งคาดหวังสูงนัก ให้เผื่อใจไว้บ้าง
แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อย...ตรงนี้ก็เป็นกำลังใจให้เราทำงานเรื่องนี้ต่อมา


จนเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันอีกครั้ง จากคุณชีเอะ(นักศึกษาชาวญี่ปุ่นที่คอยประสานทางญี่ปุ่น กับทีม IL ชลบุรี) ว่าวันที่ ๑ กรกฎาคม คุณ โชจิ จะนำรถเข็นไฟฟ้ามามอบ และจะนำสมาชิกสมาคมผู้ใช้เครื่องช่วยหายใจมาด้วย เพื่อให้กำลังใจและดูว่าเบนจะต้องใช้เครื่องรุ่นไหน อย่างไร
วันที่ ๑ ผมและ ทีมงานจึงเดินทางมา เพื่อร่วมเป็นสักขีพยาน(พูดให้ดูเท่ไปอย่างงั้นแหละครับ อันที่จริงอยากไปพบ และฟังคำแนะนำจากชาวญี่ปุ่นมากกว่า) ระหว่างที่รอ คุณโชจิ ซึ่งเพิ่งลงจากเครื่อง ไปเช็คอินที่โรงแรม ก่อนเดินทางมาที่ รพ.
ในภาพ มี อ.อุดมโชค (ที่ปรึกษา ศูนย์ IL ชลบุรี) และพี่ธีรยุทธ (ประธานศูนย์ IL นนทบุรี) ก็มาครับ

ข้างนอกฝนกำลังตกหนักมาก เบนตื่นเต้นจนต้อง ขอให้พี่พยาบาลช่วยดูดเสมหะให้

เสร็จแล้ว โล่งขึ้นเยอะเลย...

คุณโชจิ(ใส่สูท เสื้อสีแดง)มาถึงก่อนซักครู่ แล้ว รถเข็นไฟฟ้าก็มาถึง

ใหม่เอี่ยมจากญี่ปุ่น ยังมีกลิ่นปลาดิบเลยครับ คุณชิเอะกำลังศึกษาวิธีใช้

เจ้าหน้าที่มาช่วยรับฟัง วิธีการใช้ และดูแลรักษา

คุณอากาโมโต้(เสื้อสีดำ สมาชิกสมาคมผู้ใช้เครื่องช่วยหายใจ) ซึ่งพิการ เป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ร่างกายจะทรุดลงไปเรื่อยๆ จนในอนาคต จะไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างแน่นอน เขาเดินทางมาจากญี่ปุ่นเพื่อ มาพูดคุยกับเบน เและดูว่า เบนเหมาะที่จะใช้เครื่องแบบไหน อย่างไรโดยเฉพาะ
จากในตอนแรก ที่คิดว่าทางญี่ปุ่น จะหาเครื่องมือสองมาให้เบนใช้ แต่หลังจากที่ คุณโชจิกลับไปปรึกษากับ สมาคมผู้ใช้เครื่องช่วยหายใจที่ญี่ปุ่นมาแล้ว ได้รับคำแนะนำว่า ควรให้จัดซื้อในประเทศไทย เพราะสินค้านี้ บริการหลังการขายนั้นสำคัญมาก เนื่องจากถ้ามันมีปัญหา จะมีอันตรายถึงชีวิตได้ คุณโชจิจึงให้ทางรพ.รีบหาข้อมูลบริษัทที่ขาย เพื่อจัดซื้อต่อไป

จากการสนทนากันกับกลุ่มคนพิการชาวญี่ปุ่น ผมได้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น สมาคมผู้ใช้เครื่องช่วยหายใจของญี่ปุ่น อยู่ที่เมืองฮอกไกโด ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ มีสมาชิก ประมาณ ๒๐ คน ที่ออกมาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว หรืออาจจะคนเดียว โดยมีผู้ช่วยเหลือส่วนตัวให้การช่วยเหลือ ฉะนั้นเรื่องความเป็นไปได้ที่เบนจะออกมาใช้ชีวิตนอก รพ.นั้น สามารถทำได้แน่นอน
การมาสนับสนุน เบน ในครั้งนี้ เพราะว่า เบนน่าจะเป็นคนพิการรุนแรงมาก คนแรกในประเทศไทย ที่เข้มแข็ง เพียงพอจะทดลองออกมาใช้ชีวิตในสังคม จนเกิดเป็นกระแสในสังคม ว่าคนที่พิการขนาดนี้ยังมีค่า สามารถมีชีวิตที่อิสระ และทำประโยชน์ต่อสังคมได้
ถ้ามีปัจจัยสนับสนุน และมีผู้ช่วยเหลือส่วนตัว
ส่วน บางท่านอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงนำรถเข็นไฟฟ้ามาให้ แทนที่จะเป็นข้าวของอื่นๆ ก็เพราะว่า...รถเข็นไฟฟ้า ถือว่าเป็นสัญญลักษณ์ แห่งความเป็นอิสระ และการพยายามพึ่่งตนเองให้มากที่สุด ของคนพิการระดับรุนแรง
ตอนนี้ สิ่งที่รออยู่นอกจากเี้ครื่องช่วยหายใจแล้ว ก็คือการสนับสนุนจากสังคม
ผมยังคิดไม่ตกว่า จะทำอย่างไรให้มีผู้สนับสนุนเบน ให้ได้รับโอกาส ทดลองออกมาใช้ชีวิตนอก รพ. ซักช่วงระยะหนึ่ง ทางญี่ปุ่นให้คำแนะนำว่าให้นำเสนอ เรื่องราวของเบน ออกทางสื่อ เพื่อจะได้เกิดกระแสสังคมขึ้น
ผมเขียนบล็อคนี้ขึ้นมา...ไม่ได้เคยคิดหวังความช่วยเหลือใด ๆเลย
แต่ครั้งนี้อยากให้เพื่อน ๆ ช่วยให้คำแนะนำ วิธีที่จะทำให้เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมให้ได้ด้วยนะครับ...ขอบคุณล่วงหน้าครับ